วลีคลาสสิกที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” อาจต้องถูกอัพเดทเป็น “ทิ้งถุงพลาสติกกระทบจนโลกพัง” คนส่วนใหญ่มักติดอยู่กับความคิดเก่าๆ ว่ามันก็แค่ขยะชิ้นเดียว แค่รถคันเดียว หรือเปลืองไฟแค่ชั่วโมงเดียว แต่…แต่คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าว่า? โลกเราวันนี้มีประชากรเกือบหมื่นล้านคนที่อาจคิดเหมือนคุณ ดังนั้นทุกครั้งที่คุณทิ้งถุงพลาสติกหนึ่งใบก็อย่าลืมคูณหนึ่งหมื่นล้านด้วยเสมอ สถิติเหล่านี้ คือ ส่วนหนึ่งของน้ำมือมนุษย์อย่างเราๆ ที่ได้ทำไว้บนโลกใบนี้
- คนไทยทั้งประเทศบริโภคกระดาษทิชชู่เฉลี่ยคนละ 1 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งต้องใช้ต้นไม้ในการผลิตกระดาษทิชชู่ประมาณ 884,000-1,105,000 ต้น
- หากผู้โดยสารทุกคนนำสัมภาระขึ้นเครื่องเพิ่มขึ้นคนละ 4.5 กิโลกรัม จะทำให้เครื่องบินต้องใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1,591 ล้านลิตร
- ทุกๆ ตารางกิโลเมตรในท้องทะเลทั่วโลก มีขยะพลาสติกลอยอยู่มากกว่า 13,000 ชิ้น หรือคิดเป็น 3 เท่าของจำนวนปลาที่จับได้จากทะเล
- ปัจจุบันในกรุงเทพมหานครมีผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลราว 2,500,000 คัน ซึ่งต้องสูญเสียค่าน้ำมันไปกับรถติดเฉลี่ยวันละ 300 ล้านบาท หรือราวปีละกว่า 100,000 ล้านบาท
- คนไทยใช้กระดาษเฉลี่ยคนละ 50 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งการผลิตกระดาษใหม่ 1 ตัน ต้องใช้ต้นไม้จำนวน 17 ตัน กระแสไฟฟ้า 4,100 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง น้ำ 31,500 ลิตร และปล่อยคลอรีนเป็นของเสียสู่สิ่งแวดล้อมอีกประมาณ 7 กิโลกรัม
- หากเปิดโทรทัศน์ขนาด 21 นิ้ว จำนวน 1 ล้านเครื่อง ทิ้งไว้พร้อมกันวันละ 1 ชั่วโมงจะทำให้ประเทศไทยสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้ามากถึงเดือนละ 8.25 ล้านบาท
- จำนวนเสื้อผ้าทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกตอนนี้มากเพียงพอสำหรับประชากรทั่วโลกที่จะใช้ไปได้อีกนาน 50 ปี โดยไม่ต้องมีการผลิตเพิ่ม
- หากนำถุงพลาสติกทั้งหมดที่คนไทยใช้ภายใน 1 ปีมาเรียงต่อกัน จะได้เป็นระยะทางเท่ากับการเดินทางไปกลับดวงจันทร์ถึง 7 รอบ
- ในแต่ละปีมีกล่องนมและกล่องเครื่องดื่มยูเอชทีถูกทิ้งเป็นขยะกว่า 3,800 ล้านกล่อง ซึ่งกลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ หากนำกล่องเหล่านี้มารีไซเคิลทำเป็นชุดโต๊ะ-เก้าอี้เรียนหนังสือ จะสามารถทำได้มากถึงปีละ 1.52 ล้านชุด แถมยังช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกราว 34.2 ล้านกิโลกรัม
- กรมควบคุมมลพิษพบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเรื่อยๆ ราว 12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ.2553 จะมีขยะประเภทนี้มากถึง 128,220 ตัน
- ใน 1 วัน คนไทย 1 คน จะทิ้งขยะถุงพลาสติกและกล่องโฟมเฉลี่ย 2.3 ชิ้น หรือ 2,190 ชิ้นภายใน 1 ปี
- ประเทศไทยมีขยะโฟมปีละไม่ต่ำกว่า 2,900 ล้านชิ้น แต่รีไซเคิลได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่วัดการสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ที่สาธารณรัฐเฮติ (Republic of Haiti) ประเทศเล็กๆ ในทวีปอเมริกาเหนือ นับเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 200 ปี ได้คร่าชีวิตผู้คนเรือนแสน! ขอย้ำอีกครั้งว่าเรือนแสนและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ! สถาบันที่ศึกษาด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติของสหรัฐฯ ได้แถลงข้อมูลที่น่าตกใจว่าในอีก 10 ปีต่อจากนี้ไป โลกจะต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติร้ายแรง ลักษณะนี้อีก 2-3 ครั้ง มันมีสิทธิ์เกิดได้ทุกเวลาและทุกภูมิภาคของโลก ไม่เว้นกระทั่งประเทศไทย แล้วใครละจะหยุดหรือผ่อนหนักให้เป็นเบาจากเหตุการณ์ทำนองนี้ได้ ?
Green Generation
จากการสำรวจของสถาบันวิจัยชื่อ Earth Day Network วอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนในคอลเลจและมหาวิทยาลัย ร้อยละ 75 ล้วนมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในระดับที่เข้มข้น เพราะพวกเขาต่างรับรู้กระแสการเปลี่ยนแปลงโลกมาโดยตลอดในยุคที่พวกเขาโตขึ้นมา เช่น ปัญหาสภาวะเรือนกระจก Green House Effect ที่ชั้นบรรยากาศถูกทำลายด้วยก๊าซคาร์บอนมอนน็อคไซด์ ทำให้โลกอมความร้อนไว้สูงเป็น 2 เท่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา หรือการปล่อยควันพิษจากไอเสียรถยนต์จากยานพาหนะนับหมื่นล้านคันทั่วโลกทำให้เกิดมลพิษในอากาศ ฯลฯ สิ่งที่คนในเจเนอเรชั่นนี้ตระหนักดี ก็คือ สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติประเภทมรดกโลกที่สวยงามมาหลายศตวรรษอาจหายไปต่อหน้าต่อตาในศตวรรษนี้ เช่น หุบเขาในแกรนด์แคนยอนทรุดตัว หมู่เกาะมัลดีฟส์จมมหาสมุทร คลองเวนิสในอิตาลีจมหาย ฯลฯ
คนรุ่นใหม่ล้วนแสดงความเป็นห่วงว่า พวกเขาอาจเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ได้ยลความงามของสถานที่เหล่านี้ ก่อนที่จะได้รับความเปลี่ยนแปลงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีมูลเหตุหลักจากน้ำมือมนุษย์ แค่ข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาบอกว่า ถ้าระดับน้ำรอบหมู่เกาะมัลดีฟส์สูงขึ้นปีละ 0.5 เซนติเมตร ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่เกิน 15 ปีเกาะทั้งเกาะ หาดทรายขาวมีหวังจมหายไปในพริบตา หรืออากาศที่ร้อนขึ้นเพียง 0.7 องศาเซลเซียส หิมะขั้วโลกเหนือจะเริ่มละลาย ประชากรหมีขาวโพลาร์จะจมน้ำตาย สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เหมือนสัตว์ 400 ชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้วแค่นี้ก็สร้างความเศร้าสะเทือนใจให้คนรุ่นใหม่แล้ว
ด้วยข้อมูลที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงเช่นนี้เอง ทำให้กลุ่มรุ่นใหม่ทั่วทุกมุมโลก เริ่มหันมาสนใจกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้นัดหมาย กล่าวได้ว่าสีเป็นที่สากลที่สุดในวันนี้ คือ สีเขียว คำว่า “Green” กลายเป็น The New Language ของคนทุกชาติทุกภาษาทุกวัย เพราะสื่อถึง “ความสดใหม่ ไอเดียใหม่ พลังใหม่ของการอนุรักษ์” คำว่า “Green Generation” ค่อยๆ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนหลายเป็นเทรนด์
Green Generation เป็นบทนิยามบทใหม่ของกลุ่มคน ที่มีแนวคิด 5 ข้อสำคัญต่อไปนี้
1. Global Thinking
เป็นคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นความสำคัญ ความเร่งด่วนของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ระอุขึ้นทั่วโลก สามารถวิเคราะห์ได้ว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ว่าเกิดขึ้นที่ใดในโลก ก็จะโยงใยส่งผลถึงกันหมด เพราะมีเรามหาสมุทรเดียวกัน ป่าไม้ผืนเดียวกัน ท้องฟ้าแผ่นเดียวกัน คนกลุ่มนี้มีจิตสำนึกที่เป็นสากล มองว่าตัวเองเป็นคนของโลก และลงมือทำประเภท Think Global, Act Local เริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงที่ชุมชนตัวเอง
2. Realization for Justice
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก นั่นคือ คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกที่จะพิทักษ์รักษาธรรมชาติ มองหาความเป็นธรรมให้กับสิ่งแวดล้อมที่โดนรังแก โดยเขาจะมองว่าสัตว์ป่า ต้นไม้ดอกไม้ ท้องทะเล ปะการัง ฯลฯ เป็นเพื่อนของฉัน ถ้าใครมาทำลายจะ Voice ออกมาทันที ส่งเสียงออกไปสู่สังคมภายนอกให้เกิดการรับรู้ ข้อนี้เองที่นำไปสู่การอุทิศตัวเองเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเลิกตั้งคำถามเสียทีว่า “เราจะทำไปทำไม?”
3. Ecological Enlistment
อยู่ในประเภทของคนรุ่นใหม่ที่สามารถลงมือปฏิบัติงานเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศได้จริง มีกรอบเกณฑ์ โดยคนกลุ่มนี้จะคิดและทำอย่างเป็นระบบ แบ่งหน้าที่กันชัดเจน มีการจัดการที่ดีจนสามารถทำต่อเนื่องระยะยาวได้ คำว่าเป็นระบบในที่นี้ก็คือ สามารถรวบรวมทั้งองค์ความรู้ และผู้ให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือ เช่น หน่วยงานรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจ ระดมกำลังเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ จากเดิมที่เริ่มจากคนเพียง 5 คน แต่สามารถขยายใหญ่เป็น 500 คน เป็น 1,000 คนได้อย่างรวดเร็ว
4. Excellent
ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถปฏิเสธความเก่งฉกาจ เรียนรู้ฉับไวของคนรุ่นใหม่ได้ ที่หากพวกเขาโฟกัสความสำเร็จไว้ที่จุดใด เป้าหมายนั้นก็ไม่ไกลเกินจริง ที่ผ่านมาความสามารถของคนรุ่นใหม่ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วจากนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือ ความหมายของ Excellent ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าแก้ปัญหาด้วยกำลัง ด้วยเครื่องจักรเสมอไป แต่พวกเขาจะใช้ Creative Environment เข้ามาเป็นตัวส่งเสริม
5. Networking
ข้อนี้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดัน ให้การรู้รักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ด้วยการถูกส่งต่อ ถูกชักชวน แนะนำให้เข้าร่วมจาก Social Network ต่างๆ เช่น facebook, Twitter, YouTube, Blogger ฯลฯ เป็นการสื่อสารในลักษณะแบบ One to Many และ Many to Many ทำให้เกิดการอนุรักษ์ การตื่นตัว สู่การเป็น Green Generation ได้ครอบคลุมกลุ่มคนมากขึ้น และยิ่งเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ตามอัตราการขยายตัวของผู้ใช้ Social Network และผู้ใช้ยังมองว่าเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องที่น่าติดตาม และน่าบอกต่อๆ กันไป
จากข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อว่า ว่ามนุษย์เราทำลายโลกอย่างช้าๆ อยู่ทุกขณะของการดำเนินชีวิต
คุณคงได้อ่านจากบทความ “What Have We Done?” ไปแล้วว่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใช้กระดาษ
อย่างฟุ่มเฟือยหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เป็นต้นเหตุให้โลกได้รับบาดเจ็บ ทำให้เกิดการตัดต้นไม้เกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับได้ ทำให้เสียสมดุลเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิ่งแวดล้อม นี่ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การเดินทางท่องเที่ยว ที่หลายฝ่ายตั้งแง่มาโดยตลอดว่า “การท่องเที่ยวเป็นผู้ร้าย” ทำลายทรัพยากรที่สวยงาม? ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ? หรือมลพิษต่างๆ ที่ตามมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว?
ในสายตาของเรา “การท่องเที่ยวไม่ใช่ผู้ร้าย” แต่ “นักท่องเที่ยวที่ขาดจิตสำนึกต่างหาก คือ ผู้ร้ายตัวจริง”
ในประเด็นนี้ยิ่งถกเถียงกันก็ยิ่งยืดเยื้อ ในขณะที่เรือลำใหญ่กำลังจะจม พวกเราทุกคนควรหันมาทำความเข้าใจ เร่งปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมไปสู่การเป็น “นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ” กันดีกว่าไหม? ร่วมกันทุกๆ ฝ่าย
ได้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคี ที่ร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ภาครัฐ ภาคชุมชน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำโดย การท่องเที่ยวภาคตะวันออกเล็งเห็นประเด็นนี้ พร้อมเชื่อมั่นว่าฮีโร่เรื่องสิ่งแวดล้อมด้านรักษาสถานที่ท่องเที่ยวของไทย จะเป็นใครไม่ได้นอกจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ Green Generation จะเป็นกุญแจดอกสำคัญไขไปสู่การเปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน และมีส่วนที่จะช่วยยับยั้งภัยธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
คุณจำนงค์ จุณณะปิยะ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เล่าถึงที่มาของโครงการว่า “เยาวชนท่องเที่ยว หัวใจสีเขียว หรือ “Green Heart Project” เป็นโครงการที่ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออก ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการวางรากฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Sustainable สู่คนรุ่นใหม่ โดยใช้กิจกรรมเป็นตัวสื่อความหมาย โดยเยาวชนได้ตอบแทนสังคมด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการลด ละ เลิกพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ รวมถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ดียิ่งขึ้น”
“โครงการนี้จะโฟกัสไปที่กลุ่มเยาวชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงชั้นปีที่ 1-2 โดยการท่องเที่ยวภาคตะวันออกจะจัดขึ้น 2 ช่วงของปี ครั้งที่ 1 วันที่ 26 -29 มีนาคม 2553 และเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งโครงการแรกที่จะจัดในเดือนมีนาคมนี้จะพาเยาวชนกลุ่มใหญ่ลงพื้นที่ไปที่จังหวัดจันทบุรี – ตราด เยาวชนทั้งหมดจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนและสัตว์ป่าพืชพรรณในห้องเรียนธรรมชาติกับผู้เชี่ยวชาญรวมถึงชาวบ้านโดยตรง ซึ่งเราคาดว่าโครงการนี้จะช่วยให้เยาวชนของเราเกิดจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เกิดการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ เรียนรู้เรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริจากชาวบ้านในพื้นที่ และอยากให้เยาวชนนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาและช่วยเหลือสังคมและชุมชนของตนต่อไป ผ่านเครือข่ายเพื่อนรอบๆ ตัว”
“ททท.เชื่อว่าจากเด็ก 80 คนใน 100 คน ของโครงการนี้ ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาได้รับจะถูก Repeat พูดซ้ำในเฟซบุ๊คของเขา หรือถูก Forward ทางอีเมล์ หรือบอกเล่ากับเพื่อนรอบๆ ตัว การอนุรักษ์ครั้งนี้จะเป็นแมสเสจที่ใหญ่มากและทรงพลังมาก จากคนแค่ 100 แต่จะเพิ่มจิตสำนึกความเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้กับคนรุ่นใหม่นับพันๆ คนได้ เราเชื่อว่าใน Voice ของคนในเจเนอเรชั่นนี้ เพราะพวกเขามีความเป็น Green Generation อย่างเต็มเปี่ยม”
เมื่อถามถึงไฮไลท์ของการลงพื้นที่ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังอย่างมีอรรถรสว่า
“ภาคตะวันออกมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลายมากทั้งทะเลและภูเขา ตรงกับความสนใจของคนรุ่นใหม่แน่ๆ เอาเฉพาะแค่จุดที่จะไปลงพื้นที่ เช่น การไปทำความรู้จักกับวิธีชีวิตของหิ่งห้อยทะเลที่ Wet Land ในจันทบุรีก็น่าสนุกแล้ว เราจะได้เห็นหิ่งห้อยนับร้อยๆ ตัวเปล่งแสงในธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เชื่อว่าเป็นภาพที่หาดูยากในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมแบบนี้ แต่ทว่าที่นั่นยังอุดมสมบูรณ์ ถ้าใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Avatar ของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ที่กวาดรายได้ทั่วโลกอยู่ขณะนี้ จะพบว่าสิ่งมีชีวิตที่เรือนแสงได้ไม่ได้ทำได้แค่สเปเชียลเอฟเฟ็กต์ในหนังมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น แต่นี่…คุณจะได้เห็นของจริงจากหิ่งห้อยทะเลที่เปล่งแสงได้ เมื่อเด็กมี Experience กับความประทับใจตรงนั้น ก็จะเกิดจิตสำนึกอยากรักษา อยากคงไว้ อยากกลับมาดูใหม่ทันที หิ่งห้อยทะเลที่นี่ก็เป็นอย่างนั้น
คุณจำนงค์ จุณณะปิยะ แม่งานของงานนี้เล่าอย่างมีชีวิตชีวาต่อไปว่า “ในแง่ของความตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเราจะพาเยาวชนในโครงการนี้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ เหยี่ยวแดง ที่บ้านห้วยแร้ง จ.ตราด เหยี่ยวแดงเป็นสัตว์ที่มีวิธีชีวิตน่าสนใจ พวกมันสง่างามมาก ยามที่บินโฉบ ยามที่เกาะยอดไม้ เหยี่ยวแดงยังเป็นนกที่บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ในหลายมิติ เราสามารถอ่านธรรมชาติหรือข้อมูลบางอย่างได้จากพฤติกรรมของ
มันได้ ซึ่งนักดูนกจะทราบดีว่า นกตระกูลนักล่านั้น มันจะมีความเป็นนักสังเกตการณ์ที่ดีเยี่ยม มีสายตาที่แม่นยำ ชาวประมงจะเรียนรู้จากเหยี่ยวว่าที่ไหนมีปลาชุม หรือชาวเรือจะรู้ว่าในทะเลมีพายุก็เพราะดูเหยี่ยวแดง
ได้เช่นกัน น่าทึ่งมากนะคะ เรื่องนี้ออนแอร์ใน Discovery Channel บ่อยๆ เราพบว่าวัฏจักรของสัตว์นั้นล้อไปกับวิถีชีวิตของคนอย่างแยกกันไม่ออก เป็นเรื่องที่น่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
ในประเด็นที่บอกว่าภาคตะวันออกมีความหลากหลาย ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวมากผอ.จำนงค์ กระตุ้นความสนใจเราว่า “ที่จังหวัดตราด อำเภอแหลมงอบ คุณรู้หรือไม่ว่ามีหาดทรายดำ ทรายทั้งหาดเป็นสีดำ เราเป็นหาดทรายดำ 1 ใน 5 แห่งของโลกด้วย ซึ่งอีก 4 แห่ง ได้แก่ หาด Hualien – Taitung ไต้หวัน, หาด Pulau Lang Kaiwi มาเลเซีย หรืออีกที่อยู่ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย และหาด Waianapanapa Beach ฮาวาย สาเหตุที่เป็นหาดทรายดำก็เกิดจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ การคายแร่ธาตุบางชนิดของพันธุ์ไม้ ที่แหลมงอบมีระบบนิเวศที่น่ามหัศจรรย์เป็น Unseen ด้วย หาดมีทรายดำก็แปลก ต้นไม้ก็มีรูปทรงแปลกตา เป็นป่าชายเลน พันธุ์ไม้หายากคุณไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่ๆ เมื่อมีระบบนิเวศที่เฉพาะตัว ก็ทำให้มีสัตว์ทะเลแตกต่างจากที่อื่นไปด้วย ใครที่ชอบฟิลผจญภัยหน่อยจะชอบที่นั่นอย่างแน่นอน”
จุดมุ่งหมายปลายทางของโครงการ Green Heart Project นี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจและน่าสนับสนุน เพราะทางการท่องเที่ยวภาคตะวันออก มีเป้าหมายว่า “อยากคืนนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ” ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้มีความเป็น Green Generation มีทัศนคติที่ดีในการรักและแสดงความห่วงใยต่อธรรมชาติที่สวยงามของประเทศ พวกเขาจะลงมือทำ และเป็น Voice ที่จะสะท้อนเรื่องราวของการอนุรักษ์ รู้รักษา รู้ป้องกัน รู้จักเยียวยาธรรมชาติและโลกนี้คู่กับช่วงวัยของเขาไปตลอด
