I. Hate. You. Tokyo.

Tokyoเมษายนที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสเดินทางไปโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นฉันเห็นมหานครแห่งนี้ผ่านหนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ มิวสิกวิดีโอ รายการสารคดีท่องเที่ยว พ็อกเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หน้าเว็บไซต์ ฯลฯ ฉันมีภาพของโตเกียวอยู่ในหัวเป็นแบบหนึ่ง ฉันรัก คลั่งไคล้ ใฝ่ฝันถึง และนับวันรอการได้ไปเห็นด้วยสองตา แต่แล้ว…เมื่อไป ‘ถึง’ จริง ฉันก็ผิดหวัง…

     ฉันเกลียดโตเกียวตั้งแต่เครื่องบินร่อนลงที่สนามบินนาริตะ เกลียดที่ทำไมสนามบินแห่งนี้ช่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คนไม่วุ่นวาย ไม่เสียงดัง ไม่เร่งรีบ ไม่มีคลื่นมหาชนที่เป็นญาติพี่น้อง มาคอยส่งหรือมารับใครที่สนามบิน (เลย) โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของนาริตะแอร์พอร์ตก็ช่างเรียบง่าย มีความนิ่ง มีความน้อย นี่เหรอสนามบินที่ฉันเคยได้ยินว่าเป็นสนามบินที่วุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

     ฉันเกลียดด่านทางด่วนของโตเกียวที่ใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนแรงงานมนุษย์ จนมีความถูกต้องเที่ยงธรรม แม่นยำ และคอยเปล่งเสียงเหมือนตัวการ์ตูนเวลาที่รถวิ่งผ่าน ทางรัฐบาลเขาเชื่อว่ามนุษย์มีคุณค่า ไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งเฝ้ารถผ่านไปผ่านมาให้เสียเวลาหลายปีในชีวิต แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดจากคาร์บอนไดออกไซด์ ควันเสียจากรถราวันละเป็นแสนคัน 

     ฉันเกลียดภูเขาไฟฟูจิ ตั้งแต่ทางขึ้นที่เป็นธรรมชาติเงียบสงบ ไม่มีรถสวนกันมากมาย  สองข้างทางมีต้นไม้เขียวขึ้นเป็นแนวยาว บางจุดมีธารน้ำตกไหลผ่าน น้ำใสจนมองเห็นก้อนหินและตะไคร่น้ำ มองแล้วเกิดสมาธิในความเป็นธรรมชาติ บนแคมป์ 5 ของภูเขาไฟที่ฉันขึ้นไปถึง เป็นช่วงปลายฤดูหนาว ยังอุตส่าห์มีหิมะสีขาวโพลนปกคลุมให้เห็นฉัน เป็นสีขาวสะอาด ฉันได้สัมผัสกองหิมะที่นั่น คิดว่าส่วนที่ฉันขึ้นไปถึง คือ บริเวณสีขาวของภูเขาที่เคยเห็นในโปสต์การ์ด อากาศบนนั้นหนาวเย็น ลมพัดแรงกับอุณหภูมิ 6-7 องศา คนญี่ปุ่นนำภาพจำของภูเขาไฟฟูจิ มาระลึกเป็นปรัชญาที่น่าคิดว่า “สิ่งสวยงามไม่ยั่งยืน ภูเขาไฟจูก็เช่นกัน ถึงสวยแค่ไหนต้องไม่ลืมว่ามันยังไม่ดับสนิท”

     ฉันเกลียดโรงแรมแถบเชิงภูเขาไฟฟูจิ ที่สร้างไว้บนแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ทำให้ทางโรงแรมแม้แต่โรงแรมเล็กๆ ก็มีบริการแช่น้ำแร่คุกรุ่นอย่างออนเซน (Onsen) เป็นของกำนัลให้แขกที่มาพัก ในวันที่ฝนตกตลอดเวลา อากาศก็ชื้น เฉอะแฉะ สายลมที่พัดมานำพาความหนาวมากระทบผิวให้หนาวสั่น ฉันต้องลงไปแช่น้ำแร่ร้อนออนเซนที่อุณหภูมิ 45-50 องศา เป็นเวลา 10 นาที จะเวอร์ไปหรือเปล่าที่ความอบอุ่นนั้นสถิตในตัวฉันตลอดทั้งคืน ทำให้ฉันหลับสนิท หายใจโล่ง ไม่แพ้อากาศ หรือเป็นหวัดเหมือนทุกครั้งที่ตากฝนมา

     ฉันเกลียดดอกซากุระในโตเกียว ที่เมื่อเดือนเมษายนมาถึงเมื่อไหร่ จะพร้อมใจกันบานทั้งเมือง เป็นสีชมพูขาวตระการตามีให้เห็นได้ในทุกที่จนไม่ต้องพยายามไปดูที่ไหนเป็นพิเศษ ้คนญี่ปุ่นนิยมปลูกต้นซากุระไว้ที่หน้าบ้าน ริมทาง ริมถนนไฮเวย์ สวนสาธารณะหรือแม้แต่ในโรงงานที่ผลิตเบียร์ก็มีทิวสวยๆ ของต้นซากุระให้ชม บางทีเช่นสวนอุเอโนะกลางโตเกียวก็ปลูกซากุระไว้นับพันต้น ฉันไม่เข้าใจถึงความพร้อมเพรียงที่จู่ๆ ดอกไม้ชนิดหนึ่งจะบานสะพรั่งพร้อมกันได้ทั่วเมือง มิหนำซ้ำยังต้องเป็นเวลานี้ของปีเท่านั้น และมีให้ชมเพียงชั่วครู่ชั่วยามก็โรยรา ปีหน้ามาใหม่ ซากุระที่สะพรั่งต้นทำให้ผู้คนยิ้มแย้มมีความสุข หนุ่มสาว เพื่อนฝูง ครอบครัว น้องหมา นัดหมายมาปิกนิกกัน นอนใต้ต้นซากุระเหมือนเป็นประเพณี

     ฉันเกลียดรถไฟฟ้าใต้ดินในมหานครโตเกียวที่บอกว่าจะมาถึงสถานี 18.04 นาทีก็มาถึง 18.04 จริง นี่ถ้าระบุเป็นวินาทีได้ก็คงทำไปแล้ว สำหรับโตเกียวแล้ว ฉันมองว่ารถไฟฟ้าใต้ดินเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างของการดำเนินชีวิตของคนที่นั่น เช่น ให้คนตื่นกี่โมง กลับบ้านกี่โมง เหมือนเซตระบบไว้ เช่น ขบวนแรกตี 5 ชีวิตต้องเริ่มต้นขึ้น เร่งรีบ เบียดเสียด ออกไปออฟฟิศ จนถึงขบวนสุดท้ายเที่ยงคืนตรง กลับจากการดื่มเมามาย เป็นอย่างนี้ 8 วันต่อสัปดาห์ 366 วันต่อปี ไม่มีวันหยุดพัก ความมีวินัย การตรงต่อเวลาของโตเกียวทำให้ฉันเกลียดตัวเองและมองค้อนไปยังประเทศที่ฉันจากมา

     ฉันยังบอกไม่หมด… ว่าฉันยังเกลียดรถไฟฟ้าใต้ดินอีกเรื่องที่วิ่งไปทุกจุดที่ฉันอยากไป วิ่งวนเป็นวงกลม แต่ละสถานที่ก็มีทางเดินใต้ดิน เดินประมาณ 10-15 นาที ก็จะขึ้นไปถึงสถานที่นั้นๆ ได้ทันที ฉันเดาว่าคนคิดค้นและออกแบบ Route รถไฟใต้ดินในมหานครโตเกียว คือ ชาวดาวนาเม็ก เขา คือ เทพ! คิดได้ไงให้บริการคมนาคมสาธารณะครอบคลุมและมีราคาถูก นักท่องเที่ยว Low Budget ที่ตีตั๋วมาโตเกียวแค่เที่ยวเล่นผ่าน Route รถไฟใต้ดินผ่าน แค่นั้นก็สนุกได้ไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

     ฉันเกลียดย่านกินซ่าและชินจุกุ ที่มีร้านแบรนด์เนม กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้าให้เลือกมากมาย ด้วยปริมาณร้านรวงและป้ายไฟ รวมถึงดิสเพลย์หน้าร้าน ตึกโชว์รูมสวยๆ ฉันคิดว่ามันสามารถช็อกและฆ่าคนที่บ้าแบรนด์เนมได้ทันที ถนนสองเส้นนี้จะสร้างความลำบากใจแก่ผู้มาเยือนว่า ทำยังไงฉันถึงจะเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ได้ครบภายในเวลาหนึ่งวัน ร้านหรูเหล่านี้จะย่อส่วนมหาเศรษฐีที่เคยตัวใหญ่ยักษ์ ให้แคระแกร็นได้ทันที เพราะอำนาจเงินที่เขามี หาได้มีอิทธิฤทธิ์ใช้จ่ายได้ทุกความต้องการที่กินซ่า และที่ชิจุกุ…ฉันได้ยินบัตรเครดิตของนักท่องเที่ยวแตกใบแล้วใบเล่า ฉันเกลียดขอบเขตการช้อปปิ้ง ความวูบไหวของแฟชั่นในโตเกียวเหลือเกิน ที่เผลอๆ ใช้เวลาดูเป็นเดือนก็ยังไม่เบื่อ ในที่ที่เดิมผ่านไปแค่ 5 นาที ภาพ Street ตรงหน้าที่เห็นเมื่อกี๊ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ฉันเกลียดชิบูญ่า โดยเฉพาะห้าแยกในตำนาน ฉันลองไปเดินข้ามดูบ้าง มันทำให้ฉันเหมือนหลุดเข้าไปในฉากสำคัญของหนังเรื่อง Lost in Translation ที่กล้องส่ายไปส่ายมา แทนสายตา 180 องศา ดูสับสนไปหมด ว่ากันว่าที่ห้าแยกนี้ ไม่ว่ามากี่ครั้ง มาวันไหน ในช่วงบ่ายถึงเย็นย่ำ ภาพคลื่นมนุษย์ที่เดินข้ามห้าแยกนี้เป็นร้อยคนต่อนาทีก็ยังเป็นภาพเดิม เหมือนการกด Replay หนังเรื่องเดิม

     ฉันเกลียดชิบูญ่าที่แค่ไปเดินข้ามถนน ดูผู้คน ก็สนุกแล้ว เวลา 4-5 ชั่วโมงที่นั่นผ่านไปราวกับ 4-5 นาที เพราะมีร้านซีดี ร้านบลูเรย์ ร้านแผ่นเสียงที่เป็น Japanese Editions วางขายหลายร้านจนดูไม่ทั่ว เฉพาะร้านแผ่นเสียง HMV ในตำนานร้านเดียว ก็ฆ่าฉันให้ตายไปเลยตั้งแต่การดิสเพลย์ร้าน มากกว่านั้นในวันเดียวกันฉันยังเกลียดร้านกาแฟสตาร์บัคส์ที่บนชั้นสองของตึกซึทาญ่าที่วิวดีเป็นบ้าเป็นหลัง มันคุ้มค่าเกินไปสำหรับราคาเครื่องดื่มไซส์ Tall แก้วเดียวที่ซื้อกาแฟแล้วแถมที่นั่ง ไว้นั่งชิลล์ได้ทั้งบ่าย เฝ้าสังเกตการณ์วัยรุ่นญี่ปุ่นมานั่งทำการบ้านในร้านนี้

     ฉันเกลียดฟิลลิปส์ สตาร์ค หลังจากที่ฉันได้ไปพิสูจน์ด้วยสายตาตัวเองว่า ตึก Asahi Beer Hall ริมแม่น้ำสุมิดะที่เขาออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 1989 นั้น เป็นตึกที่ถูกถ่ายรูปอยู่ตลอดเวลาจริงๆ ด้วย คะเนจากสายตา ช่วงสายๆ ของวันที่ฉันเดินไป มีผู้คนนับร้อย กล้องมากกว่า 200 ตัว กำลังถูกใช้บันทึกรูปวิวของตึกนี้ รูปแล้วรูปเล่า เมโมรี่แล้ว เมโมรี่แล้ว ฉันเกลียดความพิเศษความเฉพาะตัวในรูปลักษณ์ของตึกนี้ ในโลเกชั่นที่ตั้ง ที่สามารถจูงใจคนให้ถ่ายรูปมันเก็บไว้เหมือนถูกสะกดจิต

     ฉันเกลียดรปปงงิ ที่คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ต้นไม้ 6 ต้น’ รอบๆ รปปงงิชุมนุมไปด้วยพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ฉันเกลียดเหลือเกินที่รู้ว่า National Art Centre ที่นั่นดิีลงานศิลปะของศิลปินเลื่องชื่อระดับโลกมาแสดงได้บ่อยๆ เช่น เร็วๆ นี้ 1 ตุลาคมจะมีนิทรรศการชื่อว่า ‘The Adventure of Becoming an Artist Van GOGH’ ภาพเขียนของวินเซนต์ แวน โก๊ะ บางส่วนจะนำมาจัดแสดงที่นี่ด้วย ฉันเกลียดซะจนอยากกลับไปใหม่ ฉันชิงชัง Roppongi Hills ที่หน้าตึกดันมีประติมากรรมแมงมุงยักษ์ ใครไปใครมาต้องไปถ่ายรูปที่นั่น ฉันเกลียดที่ญี่ปุ่นเขาสร้างแลนด์มาร์คให้คนถ่ายรูปได้เสมอ หรืออีกจุดหนึ่ง คือ 2121 Artspace สวนสาธารณะหลังช้อบปิ้งมอลล์ Tokyo Midtown ที่ได้สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอย่าง ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) ออกแบบไว้ เขาไม่เพียงดีไซน์สวน แต่ยังออกแบบไลฟ์สไตล์คนมาใช้ ให้เกิดชีวิตชีวาในเมืองใหญ่ เป็นสวนแทรกเมือง ไปที่นี่คุณจะเห็นคนจูงสุนัขมาเดินเล่นทอดน่องซะจนน่าอิจฉาทั้งคนและน้องหมา บ๊อกซ์ บ๊อกซ์  

     ฉันเกลียดตลาดปลาซึคิจิ ที่ทำให้ต้องตื่นแต่เช้าตี 4 เพื่อไปดูตลาดปลาที่อลังการที่สด-ที่สุดในญี่ปุ่น ซึคิจิมีปลามากูโระ ปลาขนาดใหญ่ที่มาจากแทบทุกน่านน้ำของมหาสมุทรในโลกนี้นอนเรียงราย มันถูก Freeze มาตั้งแต่ชาวประมงจับได้ บางตัวถูกจับไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ที่น่านน้ำประเทศฮอลแลนด์ ไม่ทันข้ามวันก็ถูกส่งมาขายที่นี่ ความสดของปลาในยุคปัจจุบันถูกบันทึกไว้เป็นนาที เพื่อที่บรรดาซูเชฟของร้านอาหารดัง จะมาประมูลเนื้อปลามากูโระไปทำเป็นซูชิ ตลาดปลาซึคิจิทำเอาฉันจดจำไม่ทันว่า ทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ ‘ปลา’ ชาวญี่ปุ่นถือว่าเป็นวัฒนธรรมมีความลึกซึ้ง มี Know How ที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น วิธีการเลาะก้างปลา การค่อยๆ แล่เนื้อปลาเป็นชิ้นบางๆ ฉันได้สนทนากับคนขายปลาที่นั่น เขาเล่าให้ฟังว่า “การขายปลา ไม่ใช่เริ่มจากปลา แต่เริ่มจากมีด” คุณต้องรู้จักมีดชนิดต่างๆ ก่อน ทั้งขนาดและความคม เนื้อโลหะมีผลทำให้เนื้อปลาเปลี่ยนรสชาติ ฉันเกลียดที่ไม่ได้คิดว่าที่นี่เป็นตลาดปลา แต่มันน่าจะเป็นสถาบัน และที่สำคัญที่นี่ทำให้ฉันหลงลืมไปว่ากำลังเดินอยู่ในตลาดปลาที่น่าจะเหม็นคาวคละคลุ้ง แต่ที่ไหนได้ จมูกฉันบอกว่าไม่คาวแม้แต่น้อย-ทำได้อย่างไร

     ฉันเกลียดตัวเองที่ถ่ายรูปโตเกียวไว้น้อยเกินไป เกลียดความเป็นมหานครโตเกียวที่มันช่าง ‘Photogenic’ เมืองขึ้นกล้องที่ไม่ว่ากดมุมไหนก็สวย แม้ฝีมือห่วยแตกอย่างฉันก็ทำได้ ขอเตือนว่า เหล่าช่างกล้องทั้งมือโปรและมือสมัครเล่นคงสำลักความสุขจากการถ่ายรูปที่นี่แน่ๆ อืมม์…ที่ฉันเกลียดโตเกียวได้มากมายเช่นนี้ เพราะฉันคิดว่าการ ‘เกลียดอะไร’ ก็ทำให้เรา ‘ไม่หลงลืมสิ่งนั้น’ ในทางตรงข้ามกลับทำให้เราหมั่นคิดถึง

 Tokyo, I. Hate. You. And See You Soon

 ขอขอบคุณ : Asahi Super ‘Dry’ ที่เอื้อเฟื้อทริปการเดินทางไปกับพวกคุณฉันได้มากกว่าการเดินทาง และสมาชิกในคณะทุกคน เรามีโมเมนต์ดีๆ ร่วมกัน ที่เรารู้กันอยู่ / Sorry Sorry il il il il 

 

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Add to favorites
  • email
  • Live
  • MSN Reporter
  • RSS
  • Twitter
  • Wikio
  • Yahoo! Bookmarks
  • Yahoo! Buzz

comment closed

Copyright © 2010 GOLIVEPAPER.COM · All rights reserved · Designed by GOLIVEPAPER
Powered by GOLIVEPAPER