ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพราะด้วยความสวยงามของสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สวยงามและขรึมขลัง ที่เดินเคียงคู่ไปกับวิทยาการไฮเทคและวิถีการใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยมอย่างสุดขั้วและบ้าคลั่ง
กล่าวอย่างถึงที่สุด ญี่ปุ่นเป็นโลกคู่ขนานที่เกิดหลายอย่างขึ้นในเวลาเดียวกัน เกิดเป็นอัตลักษณ์ที่ไม่ว่าใครก็ต่างอยากรู้อยากเห็น ถ้าอย่างนั้นเราลองมามอง Nippon ให้เห็นถึงความคิดและจิตใจของชาวอาทิตย์อุทัยผ่านปัจจัยหลักว่า อะไรที่สร้างชาติให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจของโลกในทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าในความจริงชีวิตและจิตใจของพวกเขาจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่จะปอกออกมาได้หมดใน 3 หน้า แต่เชื่อว่าบางส่วนที่ GO นำเสนอน่าจะช่วยถ่างมุมมอง และช่วยจุดประกายบางเรื่องที่คุณมีต่อประเทศและประชาชนนี้ให้คุณคิดว่า ‘ความเป็นญี่ปุ่น น่าลงลึก น่าสัมผัส น่าศึกษายิ่งๆ ขึ้นไปอีก’
วัฒนธรรมเก่าที่แสนงามของชาวอาทิตย์อุทัย
วัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นโบราณถูกสร้างขึ้นจากปัจจัยหลายอย่างทั้งในด้านเรื่องประเพณีท้องถิ่นในสมัยบรรพกาล ทั้งยังผสมผสานแนวคิดวิทยาการตะวันตก แต่เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่เป็น ‘แนวคิด’ ในรากฐานวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเกิดจากความเชื่อทาง ‘ศาสนาพุทธ’ ที่พัฒนากลายเป็น ‘นิกายเซน’ หรือนิกายชินโตอันเป็นหมุดหมายหลักที่กำหนดวิถีชีวิตของชาวอาทิตย์อุทัย
ประเพณีหลักอย่างการจัดดอกไม้ (อิเกะบานะ), การพับกระดาษโอะริงะมิ, การสร้างงานศิลปะเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา การแสดง เช่น คะบุกิ, ละครโนะห์, เกอิชา ประเพณีการละเล่นดนตรีที่มีเครื่องดนตริอย่างซามิเซ็งเป็นตัวนำ รวมถึงพิธีชงชา, ศิลปะการต่อสู้, สถาปัตยกรรม, การจัดสวน, วิชาดาบ ต่างล้วนอวลไอไปด้วยภูมิปัญญาอันลุ่มลึกของเซนและชินโตทั้งสิ้น ที่มีแก่นเรื่องความงาม ความน้อย ความ(สงบ)นิ่ง สมดุลธรรมในธรรมชาติ การเข้าถึงปัญญาโดยเฉียบพลัน!
ตัวแบบที่ชัดเจนของสิ่งที่เราได้กล่าวไป ถ้าจะให้ยกตัวอย่างชัดเจน เหล่านี้ล้วนเห็นได้ชัดเจนในภาพยนตร์อย่าง The Last Samurai (2003) ที่เผยให้เห็นประเพณีอันลุ่มลึกที่แฝงตัวอยู่ภายใต้จิตวิญญาณของคนญี่ปุ่น รวมถึงเรื่อง Memoirs of Geisha (2005) นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างที่คนทั่วโลกได้ชมผ่านตาบนโลกเซลลูลอยด์
สินค้าส่งออกใหม่ที่ชื่อว่า Pop Culture
หลังการแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1945 ปณิธานอย่างแรงกล้าเพื่อฟื้นฟูประเทศของญี่ปุ่นนั่นคือ ‘การพัฒนาเศรษฐกิจ’ หนึ่งในแผนดังกล่าวนั้นคือ ‘การส่งออกทางด้านวัฒนธรรม’ และวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่อัตลักษณ์เฉพาะตัวของญี่ปุ่นซึ่งเป็นไปตามจริตความต้องการของชาวโลก นั่นคือความบันเทิงรูปแบบต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ละคร เพลงและอีกมากมาย รวมถึงสิ่งที่เรียกว่าคาราโอเกะ เกมคอมพิวเตอร์ รวมถึงเกมโชว์อย่างโหด มันส์ ฮา จนมาถึงเกมโชว์สะท้านโลกอย่าง TV Champions หรือแม้กระทั่งหนังเอวีรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ซอฟต์คอร์ไปจนถึงฮาร์ดคอร์ ที่ทำให้คนทั่วโลกร้อง อิไตๆๆๆ ล้อเลียนกันอย่างครื้นเครง
มองอีกมุมหนึ่ง ชาว Nippon สามารถนำความบันเทิงต่างๆ ที่ชาวตะวันตกมีอยู่ก่อนแล้ว มาทำให้เป็นญี่ปุ๊น-ญี่ปุ่น (Japanization) ที่เห็นอย่างชัดเจน คือ ดนตรีร็อค ก็กลายเป็นดนตรีเจ-ร็อค ญี่ปุ่นเขย่าความเป็นออริจินัล ปรับให้เหมาะกับตัวเอง ใส่อัตลักษณ์ แล้วสถาปนาขึ้นมาใหม่ จนมีความโดดเด่นแย่งซีนของสิ่งเดิมได้สำเร็จ
มากกว่านั้น ญี่ปุ่นยังทำให้ Pop Culture ของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นและกว้างขวางกว่า ด้วยการมาทีหลังแต่ดังกว่า ผูกพันกว่า เช่น กรณีศึกษาที่คลาสสิกระหว่างมิคกี้เม้าส์และโดราเอมอน แมวอ้วนจากโตเกียวเกิดช้ากว่าหนูหูโตจากแคลิฟอร์เนียถึง 4 ทศวรรษ วันนี้ทุกคนคงได้ข้อสรุปว่าตัวการ์ตูนใดเป็นที่ถูกน่าจดจำมากกว่ากัน แมวกลืนหนูลงกระเป๋าวิเศษไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ที่สินค้าทางวัฒนธรรมป๊อปทำให้โลกรู้จักญี่ปุ่นก็คือ มังงะและอนิเมะ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในด้านของการเล่าเรื่องที่แตกต่าง มีประเด็นหลากหลายทั้งเชิงประวัติศาสตร์ จินตนาการในโลกยุคอนาคต กีฬา รวมถึงรักหวานแหววกุ๊กกิ๊ก เรื่อยไปจนถึงเรื่องราวสยองขวัญ และตลกโปกฮา จนบางครั้งมีคนบอกว่ามังงะ คือวรรณกรรมภาพสมัยใหม่ (Graphic Novel) เราเชื่อว่าผู้อ่านไม่น้อยต้องเป็นแฟนของดราก้อนบอล, Death Note, One Piece, Bleach, 20th Century Boy VagaBond และอีกมายมายหลายเรื่อง นอกจากนี้ยังรวมถึงภาพยนตร์อนิเมะเลื่องชื่อภายใต้การผลิตของ Ghibli Studio การ์ตูนที่ภาพสวยงามพลิ้วไหวที่แฝงซึ่งปรัชญาตะวันออกอันล้ำลึกของ ฮายาโอะ มิยาซากิ เป็นการ์ตูนที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี แสนดื่มด่ำทางจิตวิญญาณชนิดที่วอล์ท ดิสนีย์ พลิกตำราตามแทบไม่ทัน
หากมองในแง่ของคนกันบ้าง คนญี่ปุ่นเวลาหลงใหลคลั่งไคล้แล้วคลั่งจริง คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่เองมีชื่อเรียกกันเองในหมู่เพื่อนว่า ‘โอตากุ’ เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่คลั่งไคล้ในอะไรบางสิ่งบางอย่างอย่างรุนแรง เช่น หนังสือการ์ตูน การต่อโมเดล การสะสมการ์ดพลัง ฯลฯ ไม่พอแค่นั้น กระแสคลั่งไคล้มิได้จำกัดอยู่แค่คนบางกลุ่มเท่านั้น หากแต่ยังได้ซึมซาบอยู่ในการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว
ตัวแบบของวัฒนธรรม Pop Culture เท่าที่จะสามารถยกตัวอย่างได้อย่างชัดเจนแบบเร็วๆ ก็คือหนังอย่าง Lost in Translation (2003) มังงะจิกกัดสังคม Pop สุดแสบอย่าง GTO (Great Teacher Onizuka) หรือที่พบได้ทุกสุดสัปดาห์ที่ถนนฮาราจูกุกับนิทรรศการการแต่งตัวสไตล์คอสเพลย์ ที่วัยรุ่นเมืองปลาดิบแปลงโฉมตัวเองให้เป็นไปตามจินตนาการที่เกิดจากตัวการ์ตูน ศิลปินเพลงร็อค หรือคาแร็กเตอร์ในภาพยนตร์แฟนตาซีที่พวกเขาและเธออหลงใหล จุดหมายของคอสเพลย์คือให้เครื่องแต่งกายภายนอกผลักตัวเองออกไปให้ไกลที่สุดจากแรงดึงดูดและความเป็นจริงทางสังคม
ครั้งหนึ่งการแต่งตัวคอสเพลย์เคยถูกอาจารย์ฝ่ายปกครองและทางการไล่เพราะดูเป็นเด็กเกเร แต่ทุกวันนี้คอสเพลย์กลายเป็นวัฒนธรรม กลายเป็น Hot Spot ของนักท่องเที่ยว ถูกบันทึกในไกด์บุ๊คทุกเล่มว่าเป็น ‘A Must’ มากกว่าคนญี่ปุ่นมีความใส่ใจและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถ่ายโอนและยกระดับเรื่องสีเทาๆ ในสังคมให้กลายเป็นเรื่องที่สังคมรับได้ (และยังตามมาด้วยการค้าขายทำเงินเข้าประเทศมหาศาล) เช่น หนังเอวี เซ็กซ์ทอย ฯลฯ
เสน่ห์แฟชั่นหลังการสลัดกิโมโน
วงการแฟชั่นของญี่ปุ่นได้รับการสนใจจากโลกจริงก็อยู่ในราวๆ ยุค 1980 ด้วยสไตล์การออกแบบที่โดดเด่นของงานออกแบบในรูปลักษณ์ที่ปล่อยโล่งและซับซ้อนอันเป็นเหตุมาจากการตัดเย็บที่ซับซ้อนตั้งแต่เริ่มจนจบ ผสมผสานด้วยแนวคิดจิตวิญญาณแบบเซนที่เรียบง่ายในโทนนุ่มนวล
ส่วนกูรูแฟชั่นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงระดับขึ้นหิ้งก็มีมากมายหลายท่าน อาทิ Yohji Yamamoto, Takada Kenzo, Issey Miyake, Mori Hanea, Maruyama Keita ฯลฯ เสื้อผ้าที่เขาออกแบบล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ระดับโลกทั้งสิ้น หรือล่าสุดที่ฮิตระเบิดระเบ้อในเมืองไทย (แม้แต่กี้ร์-อริสมันต์ ยังใส่ขึ้นเวที นปช. คือ เสื้อแบรนด์ Comme des Garcons (กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ) ผลงานของ Rei Kawakubo ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่ปลุกปั้น Comme des Garcons ขึ้นมา โดยคำนี้ในภาษาฝรั่งเศสมีความหมายว่า ‘Like Boy’ เธอออกคอลเลกชั่น ‘Play’ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ได้สร้างความนิยมถล่มทลาย ส่งให้รูปหัวใจที่มีดวงตาบิดเบี้ยว 2 ดวงฮอตไปทั่ว (ใครอยากเท่ ชิค ฮิป คูล ก็จ่ายมาซะดีๆ เสื้อยืดของแท้ราคาเริ่มต้น 4,000 บาทเท่านั้นเอง) หรือเอาให้เห็นภาพชัดกว่านั้นก็คือ รองเท้า Onitsuka Tiger ก็มีให้เห็นเกลื่อนทีนวัยรุ่นไทย
แต่หากย้อนกลับมามองกระแสแฟชั่นสไตล์ของคนในญี่ปุ่นโดยเฉพาะก็มีแนวคิดที่น่าสนใจ เป็นลักษณะเฉพาะของชาวญี่ปุ่นที่หลายประเทศเอเชียล้วนแล้วแต่เลียนแบบ ซึ่งสไตล์ดังกล่าวประกอบด้วย Gothic, Lolita หรือ Lolita Baby Neo Lolita Gothic & Lolita, Punk หรือ UK.Punk, JAP’Punk ซึ่งเป็นพังค์ที่ประยุกต์ให้เข้ากับสไตล์ของญี่ปุ่น
รื่นอย่างมีสุนทรียศาสตร์ของอาหารตำรับนิปปอน
หนึ่งในวัฒนธรรมที่ทำให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความเป็นญี่ปุ่น นั่นคือตำรับอาหารแบบญี่ปุ่นที่เป็นการผสมผสานระหว่างวัตถุดิบชั้นดี รวมเข้ากับการปรุงและการจัดแต่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความละเมียดด้วยศิลปะโบราณชั้นสูง ทำให้ทุกมุมโลกมีร้านอาหารญี่ปุ่นโดยคนญี่ปุ่นเป็นเจ้าของเกิดขึ้นกว่า 15,000 ร้าน และอีก 10,000 ร้านเป็นของคนชาติอื่นที่หยิบยืมความเป็นญี่ปุ่นมาค้าขายในรูปแบบของอาหาร ด้วยความโด่งดังข้อนี้เอง ทำให้การลองลิ้มชิมอาหารก็เป็นจุดหมายอันดับต้นๆ ที่ชักชวนนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนประเทศญี่ปุ่น
ส่วนตำรับอาหารญี่ปุ่นที่ถือเป็น Tradition Food หลักเลยก็จะเป็นอาหารประเภทเส้นที่เรียกว่าราเม็ง อาหารหม้อร้อนที่เรียกว่านาเบโมโนะ อาหารจานร้อนประเภทยากิโทริ อาหารกล่องเบนโตะ รวมถึงที่ฮิตสุดนั่นคืออาหารประเภทซูชิ ซาซิมิที่เชิดหน้าชูตาเป็นเมนูหลักของโลก
ในระยะหลังนั้นอาหารญี่ปุ่นได้มีการเปลี่ยนรูปออกไปมากมายจากกระแสหลั่งไหลของวัฒนธรรมตะวันตก แต่การเข้ามาก็มิได้ทำให้หลักใหญ่ใจความในการประกอบอาหารของพ่อครัวญี่ปุ่นผิดเพี้ยนไป แต่กลับเอาวิทยาการเหล่านั้นมาปรับประยุกต์เข้ากับอาหารแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตังจนเกิดเป็นตำรับอาหารเมนูใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง ดังจะเห็นได้ในรายการ TV Champions ซึ่งแต่ละเมนูนั้นก็อวลไอแห่งเสน่ห์แบบดั้งเดิมของอาหารญี่ปุ่น แฝงด้วยรสชาติที่แสนอร่อยลิ้นแทบทั้งสิ้น
สร้างชาติให้มั่ง….?…..ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นนั้นเริ่มเกิดขึ้นมานานก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้น แต่หลังจากแพ้สงคราม วิธีคิดในการพัฒนาความรู้ในแง่นี้จึงถูกปรับเปลี่ยนขึ้นใหม่โดยเน้นเพื่อการพาณิชย์อย่างจริงจัง ที่ให้ผลออกมาในรูปแบบของเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน หากพลิกประวัติศาสตร์ดูจะพบว่าสินค้าประเภทคอนซูเมอร์โปรดักท์ Made in Japan เริ่มเดินสายพานอย่างเป็นรูปธรรมในปี 1970 สินค้าเหล่านี้ล้วนได้รับความนิยมจากผู้ใช้ทั่วโลก เพราะเหตุผลของราคาที่ถูกกว่า รวมถึงเทคโนโลยีที่มีความสลับซับซ้อนไม่แพ้แบรนด์ของตะวันตก การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเหล่านี้ครองตลาดเกือบทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวอย่างสูงจนกลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่
ปัจจุบันการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่นก็ยังมีต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง และยิ่งมีความทันสมัยขึ้นไปเรื่อยๆ เร่งเกียร์ห้าหนี K-Product จากแดนกิมจิที่สปีดขึ้นมาผ่านสองแบรนด์เด่นอย่าง Samsung และ LG แต่หารู้ไม่ว่า การแข่งขันชิงความเป็นเบอร์หนึ่งในภูมิภาคด้านคอนซูเมอร์โปรดักท์นี่เองที่ทำให้ญี่ปุ่น
ยิ่งมีแรงผลัก ยิ่งกระชากคันเร่งหนี โดยการสร้างโปรดักท์ที่ Customize ใส่รายละเอียดอันเป็นลูกเล่นที่ตอบสนองในแง่จิตใจของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ เช่น การสร้างไลฟ์สไตล์โปรดักท์ให้เข้ากับจริตของคนทุกเพศทุกวัยของ Sony เวิร์กกิ้งวูแมนใช้ Vaio วัยรุ่นมี PSP เข้าบ้านก็เปิดดูทีวี Bravia อยากถ่ายรูปก็คิดถึง Cyber- shot สิ่งนี้ถือเป็นมูลค่าเพิ่มที่แสดงถึงความใส่ใจ อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานด้านจิตใจของชาวญี่ปุ่น
มากกว่านั้นภาคเอกชนเองก็ยังได้มีการสนับสนุนด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์จนเกิดสิทธิบัตรจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งสิทธิบัตรเหล่านั้นครอบคลุมเรื่องต่างๆ ได้แก่อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องจักร วิศวกรรมด้านแผ่นดินไหว หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม สารเคมี สารกึ่งตัวนำ และเหล็ก เป็นต้น
บรรดาเอกชนของญี่ปุ่นต่างเชิดชูความรู้และหน้าประวัติศาสตร์ของบริษัทตัวเอง จนแบรนด์ดังๆ ทุ่มงบสร้างพิพิธภัณฑ์ของตัวเองเพื่อเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา เป็นการเปิดประตูให้เยาวชนได้มาทัศนศึกษาตั้งแต่ฟันน้ำนมโยกเยก
ส่วนพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่ปัจจุบันญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการพัฒนาก็ดูจะมีเรื่องหลักสองเรื่อง คือการสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยมี QRIO และอาซิโมเป็นตัวนำ อีกส่วนหนึ่งก็คือการพัฒนาเทคโนโลยีด้านยนตรกรรมที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็คือเทคโนโลยีไฮบริดรวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ การผลิตเซลล์สุริยะและกังหันลมผลิตไฟฟ้าต่อไป
ในหมวดหมู่อื่นๆ ก็เช่น รถไฟหัวกระสุนชินกันเซ็นที่ผลัดกันขึ้นเป็นรถไฟความเร็วสูงสุด Top 5 ในโลกแข่งกับประเทศอื่นๆ อยู่เป็นนิจ บางปีอันดับตกลงมา ปีถัดไปก็กลับขึ้นมากลับเป็นผู้นำ ความเร็วสูงสุดที่ 442 กิโลเมตรต่อชั่วโมงดูจะเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นไม่ตื่นเต้นเอาเสียแล้ว เพราะภายในปี 2014 ผู้พัฒนารถไฟชินกันเซ็นออกมาให้คำมั่นว่า เราจะแตะตัวเลขที่ 565 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทิ้งห่างอันดับหนึ่งในตอนนี้คือเซี่ยงไฮ้แม็กเลฟ ที่วิ่งได้ 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปอีก 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือมากกว่านั้นญี่ปุ่นกำลังหาทางสร้างเครื่องบินไอพ่นแข่งกับฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา ว่ากันว่าอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของความเร็ว ความแรง การทำลายสถิติด้วยยานพาหนะที่ระบุวัดเป็นตัวเลขได้ วิศวกรแดนปลาดิบพร้อมร่วมมือร่วมใจกันค้นคิด ผลักดัน กัดไม่ปล่อย เพื่อให้ธงชาติของประเทศตัวเองอยู่ใน Hall of Fame นั้นเสมอ
เบื้องหลังจิตวิญญาณแห่งลูกหลานพระอาทิตย์
สิ่งที่หล่อหลอมให้ลูกหลานพระอาทิตย์เกิดจิตวิญญาณในการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่คนนอกอาจจะไม่เข้าใจ หรือไม่สามารถเลียนแบบได้ สิ่งนั้นก็คือจิตสำนึกชาตินิยมที่หลอมรวมเอาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมกลุ่มย่อยอันหลายหลากในระดับกลุ่มชนชั้นของสังคมให้สามารถอยู่บนพื้นฐานเดียวกันได้ เพราะถึงแม้ว่าวัยรุ่นแถบฮาราจูกุจะแต่งตัวกันสุดโต่งระเบิดระเบ้อเพียงใด แต่ในวันสำคัญทางวัฒนธรรม พวกเขาก็พร้อมที่จะแต่งชุดกิโมโนอย่างเต็มยศกันอย่างไม่เคอะเขิน หรือถึงแม้ว่าพวกเขาดูจะคลั่งไคล้ตะวันตกกันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเพียงใด แต่พวกเขาก็สามารถนำสิ่งที่คลั่งไคล้อันเป็นแก่นความคิดของโลกภายนอกมารับใช้กับความเป็นในแง่ของการดำเนินชีวิตหรือการสร้างสินค้าต่างๆ ได้อย่างลงตัว หรือบางครั้งอาจจะดีกว่าของเดิมด้วยซ้ำ
นอกจากนี้วิถีที่หล่อหลอมจิตวิญญาณของชาวอาทิตย์อุทัยให้มั่นคงแข็งแกร่งอีกอย่างนั่นก็คือความมานะพยายาม และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ วิริยะอุตสาหะที่จะสร้างองค์ความรู้ใดๆ ให้เชี่ยวชาญอย่างเป็นที่สุด การสร้างทีมเวิร์กในการทำงาน รวมถึงความเคารพในระเบียบวินัยทางสังคมที่เคร่งครัด เหล่านี้คือความคิดเบื้องหลังที่ชาวนิปปอนใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่สิ่งที่เขารักและบูชา นั่นคือชาติที่ให้ที่อยู่ ที่กิน ที่ตาย แก่พวกเขาด้วยใจอันภักดี
